โดย พรรษิษฐ์  วิชญคุปต์ 

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กใหญ่การแข่งรายการยิบย่อยแค่ไหนเกมแรกยากเสมอ เรื่องนี้ใช้ได้ทุกยุคสมัย ไม่ว่าคุณจะเตรียมตัวมาดีและใครต่อใครคาดการณ์ว่าเหนือชั้นก็ตามที

 

ไม่ต่างไปจากเกมเปิดหัวของ เชลซี ที่แม้ตัวเลขจะสวยงามเอาชนะ ไบร์ทตันไป 3-1 ทว่าใครชมตลอด 90 นาทีมันเป็นไปด้วยความอึดอัด จุดเปราะมากมายยังเด่นชัด ความไม่ลงตัวในรูปแบบการเล่นยังเป็นภาพที่เห็นกันตรงๆ

 

เกมนี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เดินหน้าในรูปแบบที่คุ้นเคย 4-2-3-1 ปรับไม่มาก ประตู เกป้า ยังน่ากลัวสร้างความชิบหายเช่นเคย หลัง 4 คนเป็นชุดเก่า คริสเตียนเซ่น คู่ ซูม่า อลอนโซ่ ได้โอกาสก่อน ชีเวลล์ ที่เจ็บ เช่นกันกับ รีซ เจมส์ ลงตัวจริงแทน เซซาร์ อักปิลิกูเอต้า ที่ยังไม่เต็มถังถือเป็นการพลาดลงเล่นตัวจริงเกมที่ 4 ในพรีเมียร์ลีกตลอดการเล่น 176 เกมของเขา

 

-แนวรับคางกระจกที่รอการปรับ-

 

ผลที่ออกมาก็ตามอัตภาพ หาก ไบร์ทตัน คมกว่านี้คงมีหลายลูก อลอนโซ่ เจอเจ้าหนู แรมป์ตีย์ วัย 19พาทัวร์จนพังไปหลายเกรียมมิดฟิลด์ลงมาซ้อนไม่ทันบรรลัยจักรเป็นรอบๆไป

 

เซนเตอร์ไม่ค่อยโดนกดดันต่อเนื่องดีมากที่ เกป้า พลาดแค่ครั้งเดียวจากลูกที่ตรงกรอบถือว่าน้อยแล้ว เชื่อหรือไม่ประตูราคาแพงที่สุดในโลกมีสถิติเรี่ยเตี้ยพื้น หากย้อนไปในเกมแรกที่ เกป้า เล่นพรีเมียร์ลีกให้เชลซี ปี 2018 นี่คือประตูที่โดนยิงนอกกรอบเขตโทษมากที่สุด 19 ลูก ทุเรศที่สุดคือ 13 ครั้งที่เข้ากรอบ เขาเสีย 9 ลูก แบบนี้เอากรวยซ้อมมาตั้งก็ได้

 

เด่นที่สุดคือตรงกลางลงตัวดี ก็องเต้ จอร์จินโญ่ เวลาเจอทีมระดับนี้เหมือนตัวอีดิต ดีกว่าชัดเจนไม่พลาดง่าย เบรกเกมได้ หยุดเกมดีและพาบอลไปหาตัวรุกได้สม่ำเสมอ

-เกมรุกเต็มไปด้วยความสับสน-

ประเด็นใหญ่มันอยู่ที่ 4 ตัวรุกนี่แหละ โอเค แวร์เนอร์ สร้างมิติใหม่ที่ เชลซี ขาดหายไปนานนั่นคือกองหน้าที่ไปทุกตำแหน่งลงมาล้วงต่ำ ฝังตัวที่ริมเส้นสองข้างไม่มีเขินคล่องตัวเมื่อไปกับบอล ขยันมากจุดโทษที่ได้ก็ขยันและจมูกไวนี่แหละ ไหนจะมีทั้งจังหวะเล่นที่เหนือความคาดหมายน่าเสียดายที่ไม่เห็นโอกาสจบสกอร์เน้น ซึ่งหาไม่เจอจริงๆ

 

จุดที่ต้องปรับคงเป็น 3 ตัวบนคอยปั้นเกมตลอดชั่วโมงแรกที่ รูเบน ลอฟตัส ชีค/ เมสัน เมาท์ และ ไค ฮาเวิร์ตซ์ เล่นด้วยกันมันทับซ้อนจนน่ารำคาญไม่รู้ใครได้ สปก ไม่รู้ใครรุกล้ำที่สงวน แล้วใครจะโดนฟ้องหรือยกฟ้องในท้ายที่สุด

แลมพ์ เลือกให้ RLC ลงตำแหน่งแรกคือหน้าต่ำคอยคุมเกมหวังจากยิงไกล และบอลสุดท้ายคมๆซึ่งทำได้ดีในหลายครั้งที่ได้โอกาสมาก่อนหน้านี้ แต่มึง มึง มึง ยังลั่นทุกครั้งที่จับบอลแบบนี้ไม่ได้ สปีดที่ไม่ใช่จุดเด่นโดนบีบจนกลายเป็นข้อด้อย แทบไม่มีชอตไหนเล่นได้เลย

 

ตำแหน่งของ เมสัน ที่ประจำการฝั่งซ้ายก็โอเค วูบวาบบ้างเวลาได้บอลแต่หุบเข้าในสลับตำแหน่งน่ากลัวเสมอ ทั้งนี้ก็แลกมาด้วยการซ้อนแบ็กไม่ทันปล่อยน้าโซ่ เผชิญวิบากกรรม 1-1 หนักสุดคือ ฮาเวิร์ตซ์ ริมเส้นไม่ใช่ทางของเขาจริงๆ

 

ทั้งความเร็ว บอลสองที่เหนือชั้น จังหวะลากเลื้อยสร้างเกมที่เด่นบนเวทีบุนเดสลีกายังไม่ปรากฏออกมาใน 80 แรกที่ได้โอกาสยังดีมีความพยายามในการปรับตัวเข้ามา เขาพยายามขยับมากขึ้นลงมาเอาบอลกลางสนาม ออกบอลง่ายเน้นจังหวะเดียว

 

พลาดบ้างก็เข้าใจได้แต่ที่ต้องเร่งเลยคือความแกร่งบ่อยครั้งที่โดนนักเตะไบรท์ตันตัวหนาอัดก่อนจนเดี้ยงไม่ได้เล่นก็เยอะแต่เอานายังมีทรงราคาแพงอยู่ ยิ่งตอน แลมพ์ เปลี่ยน RLC ออกใช้ รอสส์ บาร์กลีย์ ทุกอย่างดูลงตัวขึ้น

-เปลี่ยนตัวยาแรงที่ได้ผล-

เมาท์ และ ฮาเวิร์ตซ์ มีส่วนสัดพื้นที่รับผิดชอบชัดเจนมากขึ้น รายหลังได้หุบเข้าในเล่นกลางสนามซึ่งเป็นพื้นที่ถนัดบ่อยครั้งทำจังหวะจะโคนดีทันตาทั้งดึงช้า บอลขวางข้ามโซนและบอลลึก แถมเป็นการเปิดให้ เจมส์ ได้โชว์ ไนตรัสริมเส้นได้หลายรอบเป็นอาวุธที่เพิ่มจากครึ่งแรก

เอาละมีแสงสว่างที่ปลายทางเกมต่อๆไปหากได้ตัวหลักอย่าง คริสเตียน พูลิซิช ริมเส้นธรรมชาติอย่าง ฮาคิม ซีเย็ก มีหลังประสบการณ์มาเพิ่มก็น่าจะลงตัวขึ้นซึ่งเชื่อว่าลงตัวแล้วความพอดีจะส่งผลให้กองหน้าไม่ว่าจะ แทมมี่ แอบราแฮม โยฮัน ชิรูด์ และ ติโม มีโอกาสจบสกอร์มากขึ้นเรื่อย

 

สรุปเกมแรกเป็นสามแต้มที่ดีสกอร์สวยเกินจริงชื่นใจแต่ก่อนอื่นมึงรีบเคลียร์ใจหาถั่วคารินให้ เกป้า แดกด่วนๆเสียวชิบ อย่างไรก็ตามออกสตาร์ทชนะมันดีกว่าแพ้ 0-4เมื่อปีก่อนเยอะแถมชนะเกมส่งให้ สิงห์ของเรา เป็นทีมที่สามในพรีเมียร์ลีกที่เก็บแต้มได้ครบ 2000 ใช้เกมลงสนามไปทั้งสิ้น 1077 นัด ตั้งแต่ฤดูกาลแรกปี 1992 ก่อนหน้านี้ทีมที่ทำได้มีเพียงมหาอำนาจอย่าง Manchester United (2,234) Arsenal (2,014) ว่าไปตัวเลข 2000 แต้มและแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย นี้ก็ขิงได้นะ